Jul 28 2553

ท้องฟ้าเย็นนี้

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 27 2553

หยดน้ำส่วนตัว

วันนี้ผมนั่งอ่านหนังสือชื่อ หยดน้ำแห่งจินตนาการ จนจบทั้งเล่ม

หยดน้ำในที่นี้ คุณหมอวิธาน คงจะหมายถึง น้ำหมึกจากปากกาที่ถูกเขียนเป็นตัวอักษรตามจินตนาการของคนเขียน  ดังเช่นที่ปรากฎในหน้าปกหนังสือ

ข้างๆ รูปหยดน้ำมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “กลั่นความคิด สู่การเขียน เพื่อเยียวยา ค้นหาแรงบัลดาลใจ ให้พลังชีวิต…”

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว  ผมก็นึกเปรียบเทียบการเขียนของตัวเอง  ว่าเป็นการเขียนของผมช่วยเยียวยาตัวเองด้วยหรือเปล่า

คุณหมอบอกว่า การเขียนทำให้เราได้เดินทางเข้าไปในตัวเรา  และถ้าเรามองว่าการเขียนเป็นการเยียวยาตัวเราเองในขณะที่เขียน  เราก็จะไม่สนใจ ‘ผล’ ของงานเขียน

ตัวผมเองก็เขียนไปเรื่อย  เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปตามนั้น  เรื่องที่เขียนก็มักจะเริ่มต้นจากเรื่องที่พบเจอใกล้ตัว หรือจะเรียกว่าเป็นเรื่องจากความคิดเห็นส่วนตัวก็ได้

เมื่อใช้คำว่า “ส่วนตัว” ในการเขียน  มันก็ทำให้ผมผ่อนคลายในการเขียน เพราะคิดว่า “ฉันจะเขียนอะไรก็ได้  เพราะนี้คือพื้นที่ของฉัน” ;-)

ลักษณะเดียวกันกับห้องส่วนตัวของใครๆ  ที่จะจัดวางข้าวของ ติดรูปภาพข้างฝา นั่งนอนแก้ผ้า  ก็ไม่มีใครว่าอะไร

บางคนอาจจะบอกว่า อ้าว… ถ้าส่วนตัวขนาดนั้น  แล้วจะเอาเรื่องที่เขียนมาแปะไว้บนอินเทอร์เน็ตทำไม  ก็เขียนลงสมุดบันทึกไปซะสิ :shock:

ถ้าเจอคำพูดแบบนี้เป็นคุณจะตอบว่าไงครับ?

คนอื่นตอบว่าไงไม่รู้  ส่วนตัวผมจะตอบว่า มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมเหมือนกัน  ที่ตัดสินใจมาเขียนเรื่องส่วนตัวไว้ที่นี่ครับ :razz:

ซึ่งความจริงนั้น ผมก็ไม่เขียนมันไปซะทุกอย่าง  เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่จะนำมาเขียนให้ใครๆ อ่านกันได้

บางอย่างเขียนแล้วอาจส่งผลร้ายต่อตัวเองในภายหลัง   เวลาจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ใช่ไหมครับ?

ผมเห็นข้อดีของการเขียนอะไรไว้บนอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ก็คือทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้น  อย่างที่ผมรู้จักพี่น้องหลายคนที่แวะเวียนมาที่นี่

หลายคนได้ให้ข้อคิดเห็นดีๆ  และมิตรภาพเปลี่ยนผ่านทางตัวหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ส่วนใหญ่ผมเขียนแล้วก็จะรู้สึกสบายใจ   คือสบายใจที่ได้เขียน  ได้บรรยายสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ

ถ้าคนอ่านชอบ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วเฉยๆ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

สรุปแล้วดีหมด   เพราะอย่างน้อยก็มีคนเข้ามาอ่านครับ :roll:

สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ เจ้าความรู้สึกไม่ชอบที่เกิดขึ้น  ถ้าเกิดขึ้นแล้วหวังว่าคนอ่านจะจัดการกับตัวเองได้  โดยไม่ดึงผมเข้าไปเกี่ยวข้อง  เพราะความจริงแล้วผมไม่เกี่ยวข้องเลย  ก็ความรู้สึกไม่ชอบนั้นไม่ใช่ความรู้สึกของผมเลยสักนิด :|

เรื่องที่ผมเขียนทั้งหลายนั้น มันคือเรื่องส่วนตัว  ความคิดส่วนตัว  ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ  เลย

ผมเลยตั้งชื่อเว็บนี้ว่า ”หนังสือส่วนตัว”  ยังไงละครับ :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 13 2553

It’s not a planet, it’s our home.

YouTube Preview Image
Song For The Divine Mother of the Universe Lyrics – Ben Lee
Sweet mother I’m coming home
Now I know I’m not alone
Cause I’ve been far
Now I’m close
Sweet mother I’m coming home

Tell me mother can you hear me sing
Your love is everything
Heart and soul
Breath and skin
Your love is everything

Oh mother, please hold me tight
Cause mother I need some help tonight
What went wrong
Will soon be right
Oh mother, please hold me tight

Tell me mother can you hear me sing
Your love is everything
Heart and soul
Breath and skin
Your love is everything

Oh mother, this world is strange
Love me mother and make me brave
In my dreams
On this stage
Oh mother, this world is strange

Tell me mother can you hear me sing
Your love is everything
Heart and soul
Breath and skin
Your love is everything

Tell me mother can you hear me sing
Your love is everything
Heart and soul
Breath and skin
Your love is everything…

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 12 2553

เขาไม่อยากคุยกับผม

วันนี้คนประสานงานที่ผมทำอยู่ตอบอีเมลมาว่า  เขาไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว  ให้ติดต่ออีกคนแทน

ผมงง เพราะคุยกันอยู่ดีๆ ไหงเปลี่ยนเป็นอีกคนที่ไม่น่าจะมีเวลาให้กับงานนี้มากนัก

ตอนบ่ายๆ ผมเลยเล่าให้รุ่นพี่ที่สนิทกัน  รุ่นพี่หัวเราะหึๆ แล้วบอกว่า สงสัยเขาไม่อยากคุยด้วยแล้วมั้ง

ผมตอบรุ่นพี่ไปว่า  ใช่! สงสัยคงเป็นแบบนั้น   แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ ตามหลังรุ่นพี่ไป

รุ่นพี่เลยถามต่อ แล้วรู้สึกยังไงเวลามีคนไม่อยากคุยกับเรา

อืม… มันก็แปลกดีครับ  ที่มีคนไม่อยากคุยกับเรา  ผมตอบ

รุ่นพี่ถามต่ออีกว่า  แล้วจะทำไงล่ะทีนี้

ผมตอบทันทีว่า  ทำใจครับ!

มันจะทำอะไรได้ครับ  เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้  จะไปอธิบายหรือทำอะไรก็คงเปล่าประโยชน์  สู้มาดูแลใจกับความรู้สึกของเราดีกว่า

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อน  ผมเคยเจอคนที่แสดงออกชัดเจนว่า “กูไม่ชอบมึงนะโว้ย”

มันคงมีสาเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาไม่ชอบผม  ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะผมก็ไม่อยากยุ่งกับเขาเท่าไหร่  ดังนั้นจึงไม่ต้องไปทำความเข้าใจให้เสียเวลา

จะว่าไปแล้ว เวลาที่เราไม่ชอบคนอื่น  ไอ้ความรู้สึกไม่ชอบมันเกิดขึ้นกับเรา  ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่เราไม่ชอบ  แล้วความรู้สึกไม่ชอบมันทำร้ายใครครับ?  เขาคนนั้นหรือตัวเราเอง?

ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร … เดี๋ยวก็ตายจากกันไป :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 11 2553

โอกาสที่ผ่านมา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  ผมได้มีโอกาสเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าทำงานในหน่วยงาน

หน่วยงานของผมต้องการรับคนเข้าทำงาน  2 ตำแหน่ง  มีคนมาสัมภาษณ์งานทั้งหมด 7 คน   เมื่อประกาศผลก็จะมีผู้สมหวังเพียงแค่ 2 คน  ส่วนอีก 5 คนต้องผิดหวัง

ก่อนสอบสัมภาษณ์  ผมได้นั่งอ่านคำตอบของข้อเขียนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้ทำ  จากคะแนนเต็มร้อย คะแนนสูงสุดที่ทำได้คือ 60 คะแนน  ส่วนต่ำสุด 20 กว่าคะแนน

ผู้สอบสัมภาษณ์มีอายุตั้งแต่ 24 ปี จนถึงเกือบ 40 ปี   แบ่งเป็นกลุ่มเด็กจบใหม่  คนที่เป็นฟรีแลนซ์  คนที่เปลี่ยนงานบ่อย  และคนที่ทำงานในบริษัทเดียวมาเป็นเวลานาน

แน่นอนว่าคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเขามีปัญหาอะไรจึงต้องเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย  เพราะหน่วยงานเองย่อมอยากได้คนที่อยู่ด้วยนานๆ  ให้คุ้มกับเวลาและกำลังงานในการพัฒนาคนใหม่

ก็ถ้ารับเขาเข้ามาแล้ว  สักพักเขาก็ลาออก  งานที่วางไว้ก็สะดุด  แล้วต้องรับคนใหม่มาทำงานอีก งานก็คงไม่เสร็จเสียที

คนแรกเลยที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ คือคนที่อายุมากที่สุด   เขาทำงานในหน่วยงานใหญ่ๆ ระดับประเทศมาแล้ว 4 แห่ง ซึ่งรวมที่ทำงานของผมด้วยแต่เป็นคนละหน่วยกัน

ความจริงแล้วเขาติด blacklist ไว้ก่อนสัมภาษณ์  เพราะว่าหน่วยงานของผมได้ข่าวถึงพฤติกรรมของเขา  ซึ่งเป็นเหตุที่ต้องถูกบีบให้ออกจากหน่วยงานเดิม

เขากินเหล้า  ขาดงานเป็นสัปดาห์  งานที่ได้รับมอบหมายก็ไม่รับผิดชอบ  แล้วทิ้งงานหนีไปกับขวดเหล้าเสียเฉยๆ

ถือเป็นโชคร้ายของเขา  และโชคดีของหน่วยงานผม  ที่รู้เรื่องพวกนี้ก่อน  แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่รู้ข่าวไม่ดีของเขา  เขาก็คงจะไม่ผ่านสัมภาษณ์อยู่ดี

ด้วยเพราะบุคลิกของเขาที่แข็งกร้าว  ดูเข้ากับคนได้ยาก  บวกกับทัศนคติที่ไม่ดีนัก   ผมคิดว่าถ้าได้เขามาเป็นลูกน้อง  ผมคงสั่งงานอะไรเขาไม่ได้เลย

คนทีผ่านการสัมภาษณ์เป็นคนที่เกือบอายุน้อยที่สุด  เขาทำงานในบริษัทใหญ่กลางเมืองกรุง  เงินเดือนที่เขาสมัครอีกไม่นานก็น่าจะขยับขึ้นไปถึงตัวเลขสองหมื่น  แต่เขากลับมาสมัครงานในตำแหน่งที่เงินเดือนลดลงจากเดิมประมาณ  8,000 บาท

เมื่อมีคนถามว่าทำไมจึงมาสมัครงานที่เงินเดือนลดลง   เขาก็ให้คำตอบว่า  ถึงแม้ที่ทำงานเดิมจะเงินเดือนสูงกว่ามาก  แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  และค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ก็ค่อนข้างสูงตามไปด้วย

เขาต้องออกเดินทางแต่เช้า  กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว  เขาจึงอยากได้งานใหม่ที่ใกล้บ้าน  เพื่อที่จะได้กลับบ้านได้เร็วขึ้น และจะได้กลับไปดูแลแม่ที่บ้านด้วย

คำตอบเขาน่ารักไหมครับ?  เขาบอกว่าถ้ากลับบ้านเร็ว  เขาก็จะได้มีเวลาอยู่กลับแม่ และดูแลแม่ได้มากขึ้น

คนสัมภาษณ์ท่านอื่นคิดยังไงก็ไม่รู้  แต่ผมคิดว่า คนที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดา ก็น่าจะได้ผลบุญที่ดีแก่ตัวเขาด้วย

นอกจากคำตอบที่ง่ายๆ ชัดเจน และตรงไปตรงมาแล้ว บุคลิกของเขาที่มีรอยยิ้มในคำพูด  ถึงแม้จะได้รับคำถามกวนโอ๊ยจากผมหลายคำถามก็ตาม  ทำให้เขาดูเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการนี้มากกว่าคนอื่น

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์นั้น  ผมก็เห็นใจบางคนเป็นอย่างยิ่ง  บางคนมีความพยายามดิ้นรนไข่วขว้าหาความรู้   แม้จะจบการศึกษาเบื้องต้นแค่ม.6  และทำงานมาแล้วหลายปี  เขาก็ยังไปเรียนต่อภาคค่ำเพื่อเพิ่มวุฒิการศึกษาให้ตนเอง  ผลักดันตัวเองให้มีหน้าที่การงานที่ดีขึ้น

ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรทำ  เราไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ  เราควรจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่ดีขึ้น  ด้วยการทำให้ชีวิตดีขึ้นในทุกวัน   และการทำให้ชีวิตดีขึ้น  ก็ควรจะเริ่มด้วยการคิดในสิ่งที่ดีๆ เป็นอันดับแรก ;-)

การสัมภาษณ์งานในแต่ละครั้ง  ทำให้ผมเห็นว่าโอกาสของคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ   บางคนต้องใช้ความพยายามมากในการแสวงหาโอกาส  บางคนมีโอกาสอยู่แล้วแต่กลับทำหลุดลอยไป

อย่ารอโอกาส  แต่จงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อโอกาส   เพราะมันอาจจะผ่านมาแค่ชั่วแว้บเดียว  ถ้าเราเตรียมพร้อมไว้ก็จะคว้ามันไว้ได้ทัน!

บางทีคนโชคดี อาจเกิดจากโอกาสและการเตรียมพร้อมที่เหมาะสมนะครับ :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน