lotus1

สวัสดีปีใหม่ครับ! :smile:

ผมมีคำถามที่ถามตัวเองอยู่ในช่วงนี้  เลยขอฝากถามไปถึงคนอ่านด้วยว่า… ยังรู้สึกถึงความเป็นปีใหม่อยู่หรือเปล่า?  ผ่านมาแค่เดือนเดียวเอง  ความสุขของปีใหม่จืดจางลงหรือยัง?  ต้องรอถึงปีหน้าหรือจึงจะมีความสุขแบบนี้อีก?   แล้วปีหน้าก็จะเป็นแบบนี้อีกใช่ไหม?

พระท่านบอกว่าปีใหม่เป็นเรื่องสมมุติ  วันก็เป็นเรื่องสมมุติ  เวลาที่เป็นชั่วโมง นาที วินาที ก็เป็นเรื่องสมมุติ

แม้ว่าเราไม่สมมุติวันและเวลาขึ้นมา  พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นทางด้านหนึ่งและตกอีกทางด้านหนึ่ง  โลกก็ยังหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน

วันนี้ขณะที่ผมกำลังขับรถอยู่   ผมนึกถึงเรื่องของความรู้ต่างๆ ที่มนุษย์พยายามศึกษาค้นคว้า  และอ้างว่าได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับโลก  จนถือตนว่าเก่งกว่าโลก  เก่งกว่าธรรมชาติ  มนุษย์สามารถสรรสร้างได้ทุกสิ่ง  แม้แต่เลืยนแบบการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมา

หากคิดใคร่ครวญดูให้ดี  แรกเริ่มเดิมทีความรู้มาจากไหนกันล่ะ   ความรู้ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีมนุษย์  แล้วก็ถูกลบล้างหรือต่อยอดจากมนุษย์ในยุคต่อๆ มา

ความรู้เริ่มจากธรรมชาติใช่หรือไม่?  มนุษย์เฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ  และพยายามศึกษาและเข้าใจ  แล้วจึงนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามความสนใจของตนเอง  จนเกิดเป็นศาสตร์ความรู้แขนงต่างๆ

แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทุกสิ่ง   บางสิ่งที่มนุษย์เข้าใจไม่ได้  หาคำอธิบายไม่ได้  บางครั้งก็ถูกเรียกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติ  หรือปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งนั้นไปเสีย

น่าทึ่งไหมครับ! มนุษย์ช่างเก่งเสียเหลือเกิน  เก่งจนกระทั่งต้องสถาปนาตนเองเป็นผู้มีความรู้  แล้วแบ่งระดับชนชั้นของความรู้  ด้วยคำนำหน้าที่โก้หรูเท่าที่สติปัญญาจะสร้างสรรค์ได้

บางคนหวงความรู้  หลงคิดไปว่าเป็นของที่ตัวเองสร้างขึ้นมา  แต่ลืมที่มาไปของความรู้นั้นว่าแท้ที่จริงแล้วมาจากที่ใดกันแน่

จริงๆ แล้วความรู้เป็นของใครกันล่ะ?  เป็นของมนุษย์?  เป็นของธรรมชาติ?  หรือความรู้ก็เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาเหมือนเช่นวันปีใหม่?

บางทีนั้นเราอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าสิ่งใดจะเป็นจริงหรือถูกสมมุติขึ้นมา    สำคัญอยู่ที่เราต้องใช้สิ่งต่างๆ นั้นให้เป็นประโยชน์  โดยไม่เผลอยึดติดกับมัน  จนเกิดความทุกข์เพราะยึดสิ่งนั้นไว้อย่างแน่นหนา

ว่าแต่รู้ตัวไหมละครับ  ว่าเรายึดอะไรไว้บ้าง? :mrgreen:

กบต้มกบ
21 ธันวาคม 2552  

มีคำกล่าวว่า “ถ้าเราจับกบมาหนึ่งตัว  เอามันใส่ลงในหม้อต้มน้ำ  แล้วเปิดเตาเริ่มจากไฟอ่อนๆ  กบจะไม่รู้ตัวว่ามันกำลังถูกต้มอยู่

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองจริงๆ  เขาเอาหม้อมาสองใบ  หม้อใบที่หนึ่งเป็นน้ำที่ต้มจนร้อนแล้ว  ส่วนอีกใบเริ่มต้มที่อุณภูมิห้อง โดยค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นที่ละนิด

เมื่อเขาใส่กบลงไป  พบว่ากบตัวที่รอดตายคือ เจ้ากบตัวที่ถูกหย่อนลงในหม้อใบแรก  เพราะมันรีบกระโดดหนีออกจากหม้อทันที

ส่วนเจ้ากบในหม้อใบที่สอง  มันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกต้มอยู่  แทนที่มันจะดิ้นรนหาทางกระโดดออกจากหม้อต้มน้ำ  มันกลับอยู่นิ่งเฉย  รอจนน้ำเริ่มเดือดและตายไป

ในขณะเดียวกัน  นักวิทยาศาสตร์อีกคนก็ได้ทำการทดลองนี้อีกครั้ง เขาพบว่าเมื่ออุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น  กบก็จะหาทางดิ้นรนหาทางออกจากหม้อมากขึ้น  มันไม่ได้รออยู่นิ่งเฉยๆ จนเป็นกลายเป็นกบต้มสุก

ผมไม่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง ใส่กบไปมากกว่าหนึ่งตัว  เพื่อพิสูจน์ว่าจำนวนของกบที่รอดตายจะมีเท่าไหร่  และพฤติกรรมของกบหลายตัวจะเป็นอย่างไร

กบจะดิ้นรนต่างเอาตัวรอด  หรือจะจับมือสามัคคีกันหาทางออก  จะมีกบผู้เสียสละยอมให้กบตัวอื่นๆ ขี่บนตัวเอง  เพื่อให้เพื่อนกระโดดออกจากหม้อไปก่อนไหม

ผมฝันเห็นผู้นำชาวกบมาร่วมประชุมกัน   แต่แทนที่จะประชุมเพื่อหาทางออกหยุดหม้อต้มน้ำที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ  ที่ประชุมชาวกบกลับถกเถียงกันหน้ำดำคร่ำเครียด  เพื่อหาทาง “ทำให้น้ำค่อยๆ ร้อนขึ้นได้อย่างไร?”  หรือ  ”เราจะพากันตายให้ช้าลงได้อย่างไร?”

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวกบรู้ดีว่า ยังไงพวกเขาก็คงไม่สามารถหยุดต้มตัวเองได้อย่างแน่นอน

กบทั้งหลายแสดงให้เห็นความไม่สามัคคี   ต่างหาทางปกป้องผลประโยชน์ของตน  ส่วนวิธีการแก้ปัญหานะเหรอ  เอาไว้ประชุมคราวหน้าค่อยจริงจังก็แล้วกัน  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรอให้น้ำมันร้อนมากกว่านี้แล้วค่อยว่ากันอีกที

ผมคิดว่า  ชาวกบทั้งหลายไม่ต้องไปสนใจการประชุมอะไรนั่นหรอก  เริ่มที่ตัวเองได้เลย อย่าไปรอให้ผู้นำกบเป็นผู้เริ่ม  เพราะผู้นำก็มีปัญหาการเมืองมากมายที่ต้องแก้ไข  แค่คอยเกาะเก้าอี้ตัวเองให้แน่นก็แทบแย่อยู่แล้ว

โลกของกบจะอยู่ได้ด้วยความสามัคคี ความเพียรพยายามในการทำความดี และการทำตามหน้าที่ของตนให้ดีต่างหาก

อย่างไรก็ตาม  จริงอยู่ที่กบก็ต้องตาย โลกของกบต้องเปลี่ยนแปลงและแตกดับในวันหนึ่ง   แต่ชาวกบจะนิ่งเฉยไม่ใช้ปัญญาที่มีอยู่แก้ปัญหาเลยเชียวหรือ

แหม… น่าสงสารชาวกบจริงๆ   โชคดีที่เราไม่ใช่กบนะครับ

:mrgreen:

เมื่อไม่ถูกใจ…
10 ธันวาคม 2552  

deep-breath

ผมนั่งดูถ่ายทอดพิธีจากท้องสนามหลวง เห็นพลุถูกจุดในทีวีพร้อมๆ กับเสียงพลุที่ดังเข้ามาทางหลังห้อง   เลยคว้ามือถือออกไปถ่ายพลุที่หลังห้องแทน

ไม่รู้ว่าเป็นพลุของหน่วยงานไหน  สว่างสุกใสเหมือนหัวใจของคนไทยในวันนี้เลยครับ

:smile:

คืนอดนอน
29 พฤศจิืกายน 2552   Tags

sunlight

เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ผมเกิดอาการปวดท้องคล้ายๆ กับ อาหารเป็นพิษ   ผมลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ 2-3 ครั้ง   แต่ท้องก็ไม่ได้เสียอะไรมากมาย

อาการปวดท้องที่เป็นก็ไม่ได้ปวดมากนัก  เพียงแต่ทำให้รู้สึกไม่สบายและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อเวลาผ่านไปจากเที่ยงคืนก็เป็นตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม ตีสี่ ตีห้า  พอถึงตีห้าผมก็ตัดสินใจว่า  งานนี้ผมคงไม่นอนแล้วล่ะ  เพราะหกโมงครึ่งก็ต้องตื่นไปทำงาน  ครั้นถ้าจะลาป่วย  ก็นึกไปถึงคนอีกหลายสิบที่คงก่นด่าผมกันใหญ่  นอกจากนั้นกำหนดการที่วางไว้คงต้องปรับใหม่หมด

ผมนอนรอเวลาให้นาฬิกาปลุกดัง  แต่ไม่นานนักผมก็เคลิ้มหลับ  และเริ่มฝันเป็นตุเป็นตะว่ากำลังขับรถอยู่  โดยพยายามลืมตามองทางข้างหน้า  แต่ด้วยความง่วง  ยังไงผมก็ลืมตาไม่ได้สักที

แล้วในที่สุดผมก็ลืมตาขึ้นจนได้  แล้วก็พบว่าที่แท้ตัวเองฝันไป   ผมเลยตัดสินใจลุกจากเตียง  เพราะขืนนอนต่อมีหวังหลับยาวแน่นอน

ผมอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกจากห้องไปทำงาน  ก่อนออกจากห้องก็มองหน้าตาตัวเองในกระจก  แล้วก็เห็นร่องรอยความอิดโรยจากการอดนอน

ถ้าใครเคยอดนอน จะรู้ว่าแสงแดดตอนเช้ามันช่างแสบตาเสียเหลือเกิน  ผมหยีตารีบเดินไปขึ้นรถขับไปที่ทำงาน  เช้าอย่างนี้ยังไม่มีรถวิ่งมากนัก ผมจึงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงที่ทำงาน

แล้วเวลาก็ผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่าผมมีแรงทำภาระกิจให้ลุล่วงไปได้ โดยที่ไม่เป็นลมล้มพับไปเสียก่อน  ความจริงผมอยากลาป่วย  แต่คิดถึงผลเสียมากมายที่ตามมาแล้วทำใจไม่ได้

เมื่อภาระกิจสำคัญของวันผ่านไปแล้ว  ผมจึงไปทานข้าว แล้วก็ขับรถกลับไปนอนพักผ่อน เพราะฝืนทำงานต่อก็คงไม่ไหวแล้ว  ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ  แต่ก็ยังดีที่ได้นอนพัก   เมื่อถึงเวลาเย็นก็รู้สึกดีว่าตอนเช้ามาก  แต่ก็ยังมีอาการมึนงงจากการนอนผิดเวลา

หวังว่าคงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกันผมบ่อยนักนะครับ

ป.ล. ภาพข้างบนถ่ายเช้าวันหนึ่งที่ลี่เจียง ประเทศจีนครับ