โอกาสที่ผ่านมา
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าทำงานในหน่วยงาน
หน่วยงานของผมต้องการรับคนเข้าทำงาน 2 ตำแหน่ง มีคนมาสัมภาษณ์งานทั้งหมด 7 คน เมื่อประกาศผลก็จะมีผู้สมหวังเพียงแค่ 2 คน ส่วนอีก 5 คนต้องผิดหวัง
ก่อนสอบสัมภาษณ์ ผมได้นั่งอ่านคำตอบของข้อเขียนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้ทำ จากคะแนนเต็มร้อย คะแนนสูงสุดที่ทำได้คือ 60 คะแนน ส่วนต่ำสุด 20 กว่าคะแนน
ผู้สอบสัมภาษณ์มีอายุตั้งแต่ 24 ปี จนถึงเกือบ 40 ปี แบ่งเป็นกลุ่มเด็กจบใหม่ คนที่เป็นฟรีแลนซ์ คนที่เปลี่ยนงานบ่อย และคนที่ทำงานในบริษัทเดียวมาเป็นเวลานาน
แน่นอนว่าคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเขามีปัญหาอะไรจึงต้องเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย เพราะหน่วยงานเองย่อมอยากได้คนที่อยู่ด้วยนานๆ ให้คุ้มกับเวลาและกำลังงานในการพัฒนาคนใหม่
ก็ถ้ารับเขาเข้ามาแล้ว สักพักเขาก็ลาออก งานที่วางไว้ก็สะดุด แล้วต้องรับคนใหม่มาทำงานอีก งานก็คงไม่เสร็จเสียที
…
คนแรกเลยที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ คือคนที่อายุมากที่สุด เขาทำงานในหน่วยงานใหญ่ๆ ระดับประเทศมาแล้ว 4 แห่ง ซึ่งรวมที่ทำงานของผมด้วยแต่เป็นคนละหน่วยกัน
ความจริงแล้วเขาติด blacklist ไว้ก่อนสัมภาษณ์ เพราะว่าหน่วยงานของผมได้ข่าวถึงพฤติกรรมของเขา ซึ่งเป็นเหตุที่ต้องถูกบีบให้ออกจากหน่วยงานเดิม
เขากินเหล้า ขาดงานเป็นสัปดาห์ งานที่ได้รับมอบหมายก็ไม่รับผิดชอบ แล้วทิ้งงานหนีไปกับขวดเหล้าเสียเฉยๆ
ถือเป็นโชคร้ายของเขา และโชคดีของหน่วยงานผม ที่รู้เรื่องพวกนี้ก่อน แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่รู้ข่าวไม่ดีของเขา เขาก็คงจะไม่ผ่านสัมภาษณ์อยู่ดี
ด้วยเพราะบุคลิกของเขาที่แข็งกร้าว ดูเข้ากับคนได้ยาก บวกกับทัศนคติที่ไม่ดีนัก ผมคิดว่าถ้าได้เขามาเป็นลูกน้อง ผมคงสั่งงานอะไรเขาไม่ได้เลย
…
คนทีผ่านการสัมภาษณ์เป็นคนที่เกือบอายุน้อยที่สุด เขาทำงานในบริษัทใหญ่กลางเมืองกรุง เงินเดือนที่เขาสมัครอีกไม่นานก็น่าจะขยับขึ้นไปถึงตัวเลขสองหมื่น แต่เขากลับมาสมัครงานในตำแหน่งที่เงินเดือนลดลงจากเดิมประมาณ 8,000 บาท
เมื่อมีคนถามว่าทำไมจึงมาสมัครงานที่เงินเดือนลดลง เขาก็ให้คำตอบว่า ถึงแม้ที่ทำงานเดิมจะเงินเดือนสูงกว่ามาก แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ก็ค่อนข้างสูงตามไปด้วย
เขาต้องออกเดินทางแต่เช้า กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว เขาจึงอยากได้งานใหม่ที่ใกล้บ้าน เพื่อที่จะได้กลับบ้านได้เร็วขึ้น และจะได้กลับไปดูแลแม่ที่บ้านด้วย
คำตอบเขาน่ารักไหมครับ? เขาบอกว่าถ้ากลับบ้านเร็ว เขาก็จะได้มีเวลาอยู่กลับแม่ และดูแลแม่ได้มากขึ้น
คนสัมภาษณ์ท่านอื่นคิดยังไงก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่า คนที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดา ก็น่าจะได้ผลบุญที่ดีแก่ตัวเขาด้วย
นอกจากคำตอบที่ง่ายๆ ชัดเจน และตรงไปตรงมาแล้ว บุคลิกของเขาที่มีรอยยิ้มในคำพูด ถึงแม้จะได้รับคำถามกวนโอ๊ยจากผมหลายคำถามก็ตาม ทำให้เขาดูเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการนี้มากกว่าคนอื่น
…
ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์นั้น ผมก็เห็นใจบางคนเป็นอย่างยิ่ง บางคนมีความพยายามดิ้นรนไข่วขว้าหาความรู้ แม้จะจบการศึกษาเบื้องต้นแค่ม.6 และทำงานมาแล้วหลายปี เขาก็ยังไปเรียนต่อภาคค่ำเพื่อเพิ่มวุฒิการศึกษาให้ตนเอง ผลักดันตัวเองให้มีหน้าที่การงานที่ดีขึ้น
ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรทำ เราไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ เราควรจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่ดีขึ้น ด้วยการทำให้ชีวิตดีขึ้นในทุกวัน และการทำให้ชีวิตดีขึ้น ก็ควรจะเริ่มด้วยการคิดในสิ่งที่ดีๆ เป็นอันดับแรก
การสัมภาษณ์งานในแต่ละครั้ง ทำให้ผมเห็นว่าโอกาสของคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ บางคนต้องใช้ความพยายามมากในการแสวงหาโอกาส บางคนมีโอกาสอยู่แล้วแต่กลับทำหลุดลอยไป
อย่ารอโอกาส แต่จงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อโอกาส เพราะมันอาจจะผ่านมาแค่ชั่วแว้บเดียว ถ้าเราเตรียมพร้อมไว้ก็จะคว้ามันไว้ได้ทัน!
บางทีคนโชคดี อาจเกิดจากโอกาสและการเตรียมพร้อมที่เหมาะสมนะครับ
Private Radio: 


July 11th, 2010 at 00:18
ขอบคุณนะคะ ..
รุ่นพี่ ..ที่ให้โอกาสในการทำงานคะ ..
..
..
..
การเปลี่ยนงานของหวาน ..ก้อสถานะการณ์เดียกวะเค้าเลยคล้าย ๆกันหน่อย ..
..
วิธีคิดก้อคล้ายกัน ..แสดงว่า ..อูยย ..พี่พิวชมเราด้วย 555