Aug 28 2553

ตัดเยื่อใย

private-spider

ผมนั่งซักผ้าอยู่หลังห้อง  ซักผ้าไปก็คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย  คิดไปคิดมาก็เกิดความสงสัยว่า พอเราซักผ้าเสร็จแล้วฝนจะตกไหมนี่?

ผมเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า  แต่สายตาก็พลันไปสะดุดกับจุดเล็กๆ สีขาวที่กำลังขยับไปมาอยู่กลางอากาศ

ผมเลยหยุดซักผ้า แล้วลุกขึ้นไปยืนมองจุดสีขาวใกล้ๆ  แล้วก็จ๊ะเอ๋กับแมงมุมตัวน้อย ที่กำลังง่วนกับการทักทอเส้นใยที่บริเวณตรงกลาง

เจ้าแมงมุมตัวนี้คงจะทอใยอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่แล้ว   เพราะจากที่ผมเห็น มันเป็นตาข่ายใยแมงมุมขนาดใหญ่  ด้านบนยึดอยู่กับราวตากผ้าของผม  ด้านล่างก็ขึงยึดไว้กับอ่างล้างมือ

มันเป็นแมงมุมเจ้าระเบียบ  เพราะใยของมันค่อนข้างเป็นระเบียบ  ช่องว่างระหว่างเส้นใยมีระยะห่างเท่าๆ กัน   พื้นที่ตรงกลางเว้นไว้ให้เป็นที่ิอยู่ของมันเอง  เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงแรงสั่นทะเทือนเมื่อมีเหยื่อบินมาติดกับดัก

ผมใช้เวลาชื่นชมกับความสวยงามของใยแมงมุมอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็กลับไปนั่งซักผ้าต่อ

นั่งซักผ้าไป ผมก็เหลือบมองใยแมงมุมไปด้วย  แล้วผมก็รู้สึกเสียดาย เพราะว่าผมคงไม่มีทางเลือก  ผมต้องทำลายใยแมงมุมที่สวยงามนี้ทิ้ง  ไม่งั้นผมคงตากผ้าที่่ราวไม่ได้

เจ้าแมงมุมเองก็เพิ่งทอใยเสร็จ  มันคงยังไม่ได้หม่ำอะไรระหว่างที่วุ่นวายกับการทอใยอยู่

อาหารมื้อนี้ขอเป็นแมลงตัวใหญ่ๆ สักตัว น่าจะเป็นฝันที่ดีที่สุดของแมงมุมตัวนี้

ผมกำลังจะเป็นผู้ทำลายความฝันของมัน

ผมส่งสัญญาณเตือนเจ้าแมงมุมด้วยการเขย่าราวตากผ้า

เจ้าแมงมุมตกใจ  วิ่งปรู๊ดหลบเข้ามุมของใยด้านโยงกับราวตากผ้า

ผมใช้มือกวาดทำลายใยของมันในพริบตาเดียว  ส่วนเจ้าแมงมุมก็วิ่งไปหลบที่ราวตากผ้า

ผมเขย่าราวตากผ้าอีกครั้ง  เจ้าแมงมุมทนแรงเขย่าไม่ได้จึงโรยตัวห้อยลงมา

ผมใช้มือจับที่ใยแล้วพามันไปปล่อยไว้ที่ด้านหนึ่งของกำแพง

เจ้าแมงมุมวิ่งปรู๊ดหาที่ปลอดภัย แล้วมันหายไปจากสายตาผม

เจ้าแมงมุมสอนผมว่า ผลงานที่ดีต้องใช้ความมานะพยายาม ความอดทน ความตั้งใจ   จากเส้นใยเล็กๆ เส้นแรก  ผูกโยงกันเกิดเป็นตาข่ายใยแมงมุมขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน  ผมก็เรียนรู้ว่าการทำลายล้างนั้นง่ายนิดเดียว แค่พริบตาเดียวก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว

ผมเชื่อว่าจะเจ้าแมงมุมก็คงจะสร้างสรรค์ผลงานของมันที่อื่นต่อไป  แม้จะไม่มีคนชื่นชมสนใจ

อย่างน้อยคงเพื่ออร่อยปากอิ่มท้อง  และมีชีวิตรอดต่อไปอีกหนึ่งวัน

;-)

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Aug 19 2553

ได้เวลานอน

sleeping-dog

ผ่านมาหลายสัปดาห์ที่ผมต้องอดหลับอดนอนเร่งทำงาน ต้องนอนดึกหลายวันติดต่อกัน

แม้ผมจะสามารถนอนตื่นสายชดเชยได้  แต่ก็ไม่ได้ทำให้หายมึนงงจากอาการนอนดึกเกินไป

ผมรู้นะว่าตื่นเช้าน่ะดี  แต่มันทำไม่ได้สักที  ตื่นเช้าแล้วทำให้รู้สึกว่าวันนั้นมีเวลามากขึ้น  ทำอะไรได้เยอะขึ้น

วันไหนที่ได้นอนอย่างเต็มอิ่ม  เริ่มวันใหม่ก็ลืมตาขึ้นมาโดยไม่มีความรู้สึกว่า “ขอนอนต่ออีกหน่อยน่า”  วันนั้นจะเป็นวันที่ดีวันหนึ่ง

แต่วันนี้ผมนอนดึก แถมยังตื่นเช้ากว่าปกติโดยไม่ได้ตั้งใจ  ก็เลยเกิดอาการตาพร่ามัว มึนงงไปทั้งวัน   ช่วงบ่ายเลยล็อคประตู ปิดไฟ เอาถุงนอนมากางปูนอนในที่ทำงานมันซะเลย

นี่ถ้ามีผมป้าย do not disturb แบบในโรงแรมก็คงจะเอาไปห้อยไว้ที่ลูกบิดด้วยครับ :P

เวลาไปที่ไหนแล้วเห็นใครนอนหลับสบาย  ผมจะรู้สึกอิจฉาทุกครั้ง  เพราะผมนอนหลับค่อนข้างยาก

หัวถึงหมอนแล้ว ก็ต้องรอให้หมอนกล่อมอีกพักใหญ่ ถึงจะหลับลงไปได้

อย่างเจ้าหมาที่อยู่ในรูปข้างบนนั่นก็ทำให้ผมอิจฉา  ดูมันนอนหลับสบาย  จนผมไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้   กลัวจะไปรบกวนการนอนของมันเข้า

ใครๆ ก็นอนหลับสบายได้  เวลานอนควรจะเป็นเวลาที่เป็นสุข  ปลดปล่อยสิ่งต่างๆ  วางเรื่องนอกตัวลง  เพื่อให้จิตใจและร่างกายได้พักผ่อน

เวลานอนเป็นเวลาที่เป็นของเราอย่างแท้จริง  เราควรจะขอบคุณเตียงนอนและหมอนใบนุ่มที่คอยประคองอุ้มร่างกายของเรา  เพื่อให้เราได้นอนหลับและตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่อย่างสดใส

โลกใบนี้มีเตียงที่ผมอยากนอนที่สุดอยู่เตียงหนึ่ง ไม่มีเตียงไหนน่านอนเท่าเตียงนี้อีกแล้ว แต่เอาไว้วันหลังค่อยเขียนถึงมัน  เพราะตอนนี้เลยเวลาที่ผมควรจะนอนมาแล้วละครับ

ราตรีสวัสดิ์ครับ :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 28 2553

ท้องฟ้าเย็นนี้

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jul 27 2553

หยดน้ำส่วนตัว

วันนี้ผมนั่งอ่านหนังสือชื่อ หยดน้ำแห่งจินตนาการ จนจบทั้งเล่ม

หยดน้ำในที่นี้ คุณหมอวิธาน คงจะหมายถึง น้ำหมึกจากปากกาที่ถูกเขียนเป็นตัวอักษรตามจินตนาการของคนเขียน  ดังเช่นที่ปรากฎในหน้าปกหนังสือ

ข้างๆ รูปหยดน้ำมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “กลั่นความคิด สู่การเขียน เพื่อเยียวยา ค้นหาแรงบัลดาลใจ ให้พลังชีวิต…”

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว  ผมก็นึกเปรียบเทียบการเขียนของตัวเอง  ว่าเป็นการเขียนของผมช่วยเยียวยาตัวเองด้วยหรือเปล่า

คุณหมอบอกว่า การเขียนทำให้เราได้เดินทางเข้าไปในตัวเรา  และถ้าเรามองว่าการเขียนเป็นการเยียวยาตัวเราเองในขณะที่เขียน  เราก็จะไม่สนใจ ‘ผล’ ของงานเขียน

ตัวผมเองก็เขียนไปเรื่อย  เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปตามนั้น  เรื่องที่เขียนก็มักจะเริ่มต้นจากเรื่องที่พบเจอใกล้ตัว หรือจะเรียกว่าเป็นเรื่องจากความคิดเห็นส่วนตัวก็ได้

เมื่อใช้คำว่า “ส่วนตัว” ในการเขียน  มันก็ทำให้ผมผ่อนคลายในการเขียน เพราะคิดว่า “ฉันจะเขียนอะไรก็ได้  เพราะนี้คือพื้นที่ของฉัน” ;-)

ลักษณะเดียวกันกับห้องส่วนตัวของใครๆ  ที่จะจัดวางข้าวของ ติดรูปภาพข้างฝา นั่งนอนแก้ผ้า  ก็ไม่มีใครว่าอะไร

บางคนอาจจะบอกว่า อ้าว… ถ้าส่วนตัวขนาดนั้น  แล้วจะเอาเรื่องที่เขียนมาแปะไว้บนอินเทอร์เน็ตทำไม  ก็เขียนลงสมุดบันทึกไปซะสิ :shock:

ถ้าเจอคำพูดแบบนี้เป็นคุณจะตอบว่าไงครับ?

คนอื่นตอบว่าไงไม่รู้  ส่วนตัวผมจะตอบว่า มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมเหมือนกัน  ที่ตัดสินใจมาเขียนเรื่องส่วนตัวไว้ที่นี่ครับ :razz:

ซึ่งความจริงนั้น ผมก็ไม่เขียนมันไปซะทุกอย่าง  เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่จะนำมาเขียนให้ใครๆ อ่านกันได้

บางอย่างเขียนแล้วอาจส่งผลร้ายต่อตัวเองในภายหลัง   เวลาจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ใช่ไหมครับ?

ผมเห็นข้อดีของการเขียนอะไรไว้บนอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ก็คือทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้น  อย่างที่ผมรู้จักพี่น้องหลายคนที่แวะเวียนมาที่นี่

หลายคนได้ให้ข้อคิดเห็นดีๆ  และมิตรภาพเปลี่ยนผ่านทางตัวหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ส่วนใหญ่ผมเขียนแล้วก็จะรู้สึกสบายใจ   คือสบายใจที่ได้เขียน  ได้บรรยายสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ

ถ้าคนอ่านชอบ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วเฉยๆ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

สรุปแล้วดีหมด   เพราะอย่างน้อยก็มีคนเข้ามาอ่านครับ :roll:

สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ เจ้าความรู้สึกไม่ชอบที่เกิดขึ้น  ถ้าเกิดขึ้นแล้วหวังว่าคนอ่านจะจัดการกับตัวเองได้  โดยไม่ดึงผมเข้าไปเกี่ยวข้อง  เพราะความจริงแล้วผมไม่เกี่ยวข้องเลย  ก็ความรู้สึกไม่ชอบนั้นไม่ใช่ความรู้สึกของผมเลยสักนิด :|

เรื่องที่ผมเขียนทั้งหลายนั้น มันคือเรื่องส่วนตัว  ความคิดส่วนตัว  ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ  เลย

ผมเลยตั้งชื่อเว็บนี้ว่า ”หนังสือส่วนตัว”  ยังไงละครับ :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jun 16 2553

รอยปูลม

วันนี้ใครคนหนึ่งนัดผมเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับชีวิตของเขา
เมื่อถึงเวลานัด ผมกลับยุ่งจนลืมไปเสียสนิท   แต่เขายังก็ตามหาผมจนเจอ

พอเห็นหน้าเขา  ผมก็นึกถึงเพื่อนของเขาอีกคนหนึ่ง  หญิงสาวหน้าตาสะสวย  แต่ทุกครั้งที่เจอกลับมีแต่ความระทมทุกข์  มองดูเหมือนคนป่วยอาการสาหัส

ทุกครั้งก่อนที่เธอจะมาพบ  ผมก็จินตนาการถึงเงาดำมืดที่อยู่เบื้องหลังเธอทุกครั้ง  แต่วันสุดท้ายที่ผมเจอเธอ  เธอกลับมีหน้าตาสดใสต่างจากทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด

เธอบอกผมว่า ในที่สุดเธอก็สามารถทำตามความฝัน  กุมบังเหียนชีวิตของตัวเอง  และหลุดพ้นออกจากบ่วงบงการของพ่อแม่

เธอกำลังว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางที่ตัวเองรัก  ผมรู้สึกยินดี  และพูดแสดงความยินดีกับเธออย่างจริงใจ
ผมบอกเธอว่าถ้าเช่นนั้นเราอาจจะไม่ได้พบกันอีก  ดังนั้นผมจึงขอให้เธอโชคดี  และให้มีความสำเร็จกับสิ่งที่ตนรัก

ส่วนวันนี้เขามาขอคำแนะนำว่า ควรจะตัดสินใจไปเดินไปในแนวทางไหนดี

ตัวเลขที่เป็นใช้วัดความเก่งของเขาอยู่ในระดับพอดีระหว่างคำว่า ผ่าน และไม่ผ่าน มันตัวเลขที่หลายคนคิดว่าชี้เป็นชี้ตาย และอาจบงการได้กระทั่งอนาคต

ความจริงแล้วผมให้คำปรึกษาใครไม่เก่ง  บอกได้แต่เพียงเรื่องจากประสบการณ์ที่พบเจอ   ว่าหากเขาตัดสินใจทำแบบนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมา

ผมจบการสนทนาด้วยคำคมเท่ห์ๆ ที่จำมาว่า  ให้เขาเตรียมตัวให้พร้อมไว้  เมื่อโอกาสแวะเวียนมา  เขาจะได้คว้าไว้ได้ทัน

ทุกครั้งที่ให้คำปรึกษาใคร  ผมมักจะรู้สึกว่าผมได้พูดให้คนสองคนฟังในเวลาเดียวกัน

คนแรกคือคนที่มาขอคำปรึกษา  ส่วนคนที่สองก็คือตัวผมเอง

ผมพูดไปเรื่อยๆ  แต่ใจกลับย้อนไปเรื่องราวของตัวเอง   พร้อมๆ กับคำว่า ถ้าเราคิดได้แบบนี้…  ถ้าเราได้คุยกับใครสักคนแบบนี้…

ชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ?  ผมตัดสินใจแนวทางชีวิตของตัวเองด้วยเหตุผลอะไร?

บางทีผมควรจะให้คำปรึกษาตัวเอง  ด้วยการตั้งคำถามและให้คำตอบกับตัวเอง  ให้เวลาตัวเองมากกว่านี้

สิ่งที่เราเป็นกับสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น  อาจเป็นภาพซ้อนเบลอ  ที่ต้องใช้เวลาแยกให้ชัด

เพื่อจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเราเป็นใคร  เพื่อเดินตามรอยที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง

Related เรื่องที่คล้ายกัน