Jul 27 2553

หยดน้ำส่วนตัว

วันนี้ผมนั่งอ่านหนังสือชื่อ หยดน้ำแห่งจินตนาการ จนจบทั้งเล่ม

หยดน้ำในที่นี้ คุณหมอวิธาน คงจะหมายถึง น้ำหมึกจากปากกาที่ถูกเขียนเป็นตัวอักษรตามจินตนาการของคนเขียน  ดังเช่นที่ปรากฎในหน้าปกหนังสือ

ข้างๆ รูปหยดน้ำมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “กลั่นความคิด สู่การเขียน เพื่อเยียวยา ค้นหาแรงบัลดาลใจ ให้พลังชีวิต…”

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว  ผมก็นึกเปรียบเทียบการเขียนของตัวเอง  ว่าเป็นการเขียนของผมช่วยเยียวยาตัวเองด้วยหรือเปล่า

คุณหมอบอกว่า การเขียนทำให้เราได้เดินทางเข้าไปในตัวเรา  และถ้าเรามองว่าการเขียนเป็นการเยียวยาตัวเราเองในขณะที่เขียน  เราก็จะไม่สนใจ ‘ผล’ ของงานเขียน

ตัวผมเองก็เขียนไปเรื่อย  เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปตามนั้น  เรื่องที่เขียนก็มักจะเริ่มต้นจากเรื่องที่พบเจอใกล้ตัว หรือจะเรียกว่าเป็นเรื่องจากความคิดเห็นส่วนตัวก็ได้

เมื่อใช้คำว่า “ส่วนตัว” ในการเขียน  มันก็ทำให้ผมผ่อนคลายในการเขียน เพราะคิดว่า “ฉันจะเขียนอะไรก็ได้  เพราะนี้คือพื้นที่ของฉัน” ;-)

ลักษณะเดียวกันกับห้องส่วนตัวของใครๆ  ที่จะจัดวางข้าวของ ติดรูปภาพข้างฝา นั่งนอนแก้ผ้า  ก็ไม่มีใครว่าอะไร

บางคนอาจจะบอกว่า อ้าว… ถ้าส่วนตัวขนาดนั้น  แล้วจะเอาเรื่องที่เขียนมาแปะไว้บนอินเทอร์เน็ตทำไม  ก็เขียนลงสมุดบันทึกไปซะสิ :shock:

ถ้าเจอคำพูดแบบนี้เป็นคุณจะตอบว่าไงครับ?

คนอื่นตอบว่าไงไม่รู้  ส่วนตัวผมจะตอบว่า มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมเหมือนกัน  ที่ตัดสินใจมาเขียนเรื่องส่วนตัวไว้ที่นี่ครับ :razz:

ซึ่งความจริงนั้น ผมก็ไม่เขียนมันไปซะทุกอย่าง  เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่จะนำมาเขียนให้ใครๆ อ่านกันได้

บางอย่างเขียนแล้วอาจส่งผลร้ายต่อตัวเองในภายหลัง   เวลาจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ใช่ไหมครับ?

ผมเห็นข้อดีของการเขียนอะไรไว้บนอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ก็คือทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้น  อย่างที่ผมรู้จักพี่น้องหลายคนที่แวะเวียนมาที่นี่

หลายคนได้ให้ข้อคิดเห็นดีๆ  และมิตรภาพเปลี่ยนผ่านทางตัวหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ส่วนใหญ่ผมเขียนแล้วก็จะรู้สึกสบายใจ   คือสบายใจที่ได้เขียน  ได้บรรยายสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ

ถ้าคนอ่านชอบ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วเฉยๆ  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

สรุปแล้วดีหมด   เพราะอย่างน้อยก็มีคนเข้ามาอ่านครับ :roll:

สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ เจ้าความรู้สึกไม่ชอบที่เกิดขึ้น  ถ้าเกิดขึ้นแล้วหวังว่าคนอ่านจะจัดการกับตัวเองได้  โดยไม่ดึงผมเข้าไปเกี่ยวข้อง  เพราะความจริงแล้วผมไม่เกี่ยวข้องเลย  ก็ความรู้สึกไม่ชอบนั้นไม่ใช่ความรู้สึกของผมเลยสักนิด :|

เรื่องที่ผมเขียนทั้งหลายนั้น มันคือเรื่องส่วนตัว  ความคิดส่วนตัว  ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ  เลย

ผมเลยตั้งชื่อเว็บนี้ว่า ”หนังสือส่วนตัว”  ยังไงละครับ :mrgreen:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Feb 25 2551

ทุกข์สุข สุขทุกข์

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะไขว่คว้าหาความสุข เราต้องการความสุข แต่ความสุขคืออะไรและจะได้ความสุขมาอย่างไร ก็แล้วแต่นิยามและวิธีการของแต่ละคน

บางคนไม่ต้องทำอะไรมากมาย ก็เหมือนกับมีความสุขเปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจ ในขณะที่ใครบางคนดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาเพื่อความสุขนั้น ระหว่างทางที่ไปถึงความสุขนั้นดูทุกข์ยากเหลือเกิน แต่เมื่อได้มาซึ่งความสุขนั้นก็ปลาบปลื้มใจเกินที่จะบรรยาย

ผมเองก็ชอบที่จะมีความสุข ผมมีความสุขได้จากการดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหาร ขับรถเล่น ถ่ายรูป อ่านหนังสือ ขีดเขียนเรื่องราวต่างๆ และอ่านคอมเม้นต์ของผู้อ่าน อาจจะมีอย่างอื่นอีกแต่นี่คือสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ

แต่หลายครั้งที่ผมซื้อหนังมาแล้วก็ไม่กล้าดู ปล่อยให้มันกองไว้อยู่อย่างนั้น ผมรู้ว่าถ้าผมดูหนังแล้วคงมีความสุข แต่ที่ไม่กล้าก็เพราะผมกลัวว่าความสุขที่ได้จากการดูหนังนั้นจะหมดรวดเร็วเกินไป เลยขอเก็บช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไว้ก่อน ให้ถึงโอกาสเหมาะๆ แล้วจึงค่อยหยิบมาใช้

หลายครั้งเหมือนกันที่มีหนังถูกใจที่อยากจะดูในโรง พอได้ดูหนังตัวอย่างแล้วก็อยากให้หนังเรื่องนั้นเข้าฉายเร็วๆ พอหนังเข้าฉายก็ตื่นเต้น รีบหาโอกาสไปดูในวันแรกๆ ถ้าเป็นรอบดึกพอดูจบก็ตื่นเต้นอยู่จนถึงเวลาเข้านอน เช้าขึ้นมาก็ลืมอารมณ์ตื่นเต้นนั้นไปแล้ว

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนภาพซ้ำอีกครั้งก็คือ การเฝ้ารอหนังเรื่องใหม่ให้เข้าฉาย จากนั้นก็รีบไปดูด้วยความตื่นเต้น และความสุขนั้นก็จบลงแค่ระยะเวลาก่อนเข้านอนเหมือนเดิม

ผมเข้าใจได้ทันทีว่า ความสุขนั้นไม่ถาวร ผมไม่สามารถดูหนังเพียงเรื่องเดียวแล้วมีความสุขอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน วิวทิวทัศน์ข้างทาง สิ่งเหล่านี้ผ่านตา ผ่านหู แล้วก็ผ่านไปพร้อมๆ กับความสุข

ในขณะเดียวกันความทุกข์ในเรื่องความรัก ที่รู้สึกว่าทุกข์ใจมากมายก็ผ่านเลยไปเช่นกัน ความทุกข์ที่ผมนึกไม่ออกว่าจะกำจัดมันได้อย่างไร ในตอนนี้มันค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับสายธารของการเวลา ดังนั้นเช่นเดียวกับความสุข ความทุกข์เองก็ไม่ถาวรเช่นกัน

สุขและทุกข์เกิดขึ้นสลับกันไปมาในชีวิต เราไม่สามารถยื้อยุดฉุดรั้งความสุขไว้กับตัว ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถหลีกเร้นหนีหายจากความทุกข์ไปได้ เหมือนกับเราวิ่งไล่ตามความสุขและวิ่งแจ้นหนีความทุกข์ วิ่งหนีและวิ่งไล่กันอยู่แบบนี้เรื่อยไป

บางทีก็เหมือนสุขและทุกข์ยืนอยู่ข้างๆ เรา ผลัดกันโอบกอดสลับไปมาเหมือนเพื่อนสนิท อย่างล่าสุดที่ผมไปดูหนังตั้งใจว่าจะไปดูอย่างมีความสุข แต่กลับต้องหงุดหงิดรำคาญใจเพราะคนไร้มารยาทคุยกันในโรงหนัง แต่สักพักก็สามารถเพลิดเพลินมีความสุขกับหนังที่ฉายอยู่ได้จนจบเรื่อง

สุขและทุกข์ในชีวิตคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไป …

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jan 26 2551

เย็นวันเสาร์

แวะเขามาดูหนังสือส่วนตัวตอนเย็นๆ วันเสาร์ 
… เงียบเหงา ไม่มีใคร …
เป็นเย็นวันเสาร์ที่เงียบเหงา อากาศครึ้มๆ น่านอน
จริงๆ ผมก็พยายามนอนไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ
คงต้องหาอะไรอย่างอื่นมาทำ

ไปละครับ :smile:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jan 22 2551

6 ชั่วโมงในห้องสมุด

หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ  ผมก็ไปคลุกอยู่ที่ห้องสมุดตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงนิดๆ  แล้วก็อยู่ในห้องสมุดจนถึงหกโมงเย็น   เป็นการใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดประมาณ 6 ชั่วโมง

6 ชั่วโมงแหนะ!  ทำไปได้ไงเนี่ย  นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่อยู่ในห้องสมุดนานขนาดนี้  เพราะปกติผมชอบอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องมากกว่า  จริงๆ แล้ววันนี้ห้องสมุดเปิดถึงสามทุ่มด้วย  ถ้าไม่ต้องกลับมาวิ่งลดพุง  ก็อาจจะทานข้าวแล้วกลับเข้าที่ห้องสมุดอีก

ตอนอยู่ในห้องสมุดผมก็ไม่ค่อยได้ลุกเดินไปไหน  เลือกที่นั่งได้ก็นั่งแปะติดหนึบ   แต่นั่งไปสักพักก็เป็นอันต้องย้ายที่  เพราะมีโต๊ะหนึ่งแถวนั้นคุยอะไรก็ไม่รู้ไม่หยุดเสียที หันไปมองก็เห็นพูดอยู่คนเดียว  เพื่อนอีกคนก็เออออเป็นส่วนใหญ่  เสียงงึมงัมน่ารำคาญ   หลังจากที่ผมย้ายที่นั่งก็ค่อยสบายขึ้นมาหน่อย 

อุปสรรคที่เจออีกอย่างก็คือความหนาว  ซึ่งผมก็เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย  แรกๆ มันก็ไม่ค่อยหนาวหรอก  พอนั่งไปได้สักพักมันเริ่มหนาวใหญ่เลย  ยิ่งช่วงชั่วโมงท้ายๆ  ยิ่งหนาว  มันหนาวจนน้ำมูกไหลเลย   อาจเป็นเพราะผมยังไม่หายดีจากอาการเจ็บคอก็เป็นได้   เลยรู้สึกหนาวกว่าปกติ  พรุ่งนี้จะเอาเสื้อกันหนาวตัวที่หนากว่าวันนี้อีกหน่อย

ถึงผมจะอยู่ในห้องสมุดนานตั้ง 6 ชั่วโมง  และนั่งแปะอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่  แต่ก็ไม่ได้อ่านหนังสือตลอดหรอกนะครับ  ฟังเพลงบ้าง  เหม่อไปโน่นไปนี่บ้าง  บางทีก็ลอยออกนอกหน้าต่างไป  มองคู่รักวัยรุ่นเดินควงกันไปมาบ้าง  ยังไงก็เป็นวันหนึ่งที่ได้อ่านหนังสือเต็มที่ละน่า

พรุ่งนี้ผมก็ตั้งใจว่าจะไปห้องสมุดอีกครับ จะไปได้กี่วันก็ไม่รู้  ต้องลองดู  :roll:

Related เรื่องที่คล้ายกัน


Jan 21 2551

ปีกนางฟ้า

ผมคว้าหนังสือใส่เป้  ตั้งใจว่าจะไปนั่งอ่านตำราที่ห้องสมุด    แต่กลับไม่ได้อ่านหนังสือเล่มอื่นเลยนอกจาก ปีกนางฟ้า ของ คุณโยชิโมโต บานานา  แปลโดย คุณนภสิริ เวชศาสตร์

angle_wings.jpg

“โฮตารุ หญิงสาวผู้ทุ่มเทความรักให้กับชายที่แต่งงานแล้ว เธอรู้สึกโดดเดี่ยวสิ้นหวังเมื่อความสัมพันธ์นานแปดปีต้องจบสิ้นลงเพราะภรรยาของเขาจับได้ เธอตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อรักษาแผลใจ ที่นั่นโฮตารุได้หวนคืนสู่ความทรงจำเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศของหมู่บ้าน สายน้ำ และผู้คน ทั้งย่าเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ที่ดูราวกับเรือนเพาะกล้วยไม้ รุมิหญิงสาววัยเดียวกันผู้มีสัมผัสพิเศษ รวมทั้งมิซึรุชายหนุ่มเจ้าของร้านราเมงที่เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้จักมาก่อน

          ท่ามกลางบรรยากาศอันแปลกประหลาด โฮตารุสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเธอตลอดไป ”

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/16983

นี่คือข้อความที่ผมชอบ

หน้า 21

เวลาเอ๋ย ช่วยผ่านไปเร็ว ๆ เถอะ ฉันภาวนาแบบนี้ทุกวี่วัน  รู้สึกเหมือนเข้าใจคงวามรู้สึกของนกเป็ดน้ำที่มีชีวิตทั้ง ๆ ที่มีศรปักอยู่กลางหลังได้ดี

หน้า 87

ความหน้ากลัวของธรรมชาติที่ฉันได้เห็นในวินาทีนั้น ไม่ใช่สิ่งพื้น ๆ เช่นความมืดดำหรือความโดดเดี่ยว  ในธรรมชาติมีเส้นแบ่งอาณาเขต หากข้ามเส้นไปความเป็นและความตายก็ไม่ต่างกัน  โลกใบนี้น่ากลัวเพราะสามารถตัดสรรพสิ่งให้ขาดผึงจากกันโดยปราศจากความอนาทร

หน้า 106

ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง เส้นแบ่งเขตของสรรพสิ่งรอบตัวเลือนหายไปอย่างเชื่องช้า  ดูราวกับเป็นทิวทัศน์ของอีกโลกหนึ่ง  แสงเจือจางเริ่มสะท้อนบนผิวน้ำ พร้อมกับเมืองที่ค่อยๆ จมลงในรัตติกาลอย่างเงียบเชียบประหนึ่งเรืออับปาง

หน้า 112

…แต่ที่นี่ไม่มีใครบอกฉันว่า ‘ไม่ต้องการ ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว’

และข้อความส่วนหนึ่งจากคำนำผู้แปล

มนุษย์เราดิ้นรนกระเสือกระสน ไขว่คว้าหาความมหัศจรรย์ แต่แท้จริงแล้วความมหัสจรรย์กลับอยู่ใกล้ตัวเราแค่เอื้อม  แค่เพียงมีกำลังใจและไม่หยุดเดินไปข้างหน้า  เวลาจะพาเราไปพบกับความมหัศจรรย์นั้นอย่างที่ผู้แปลและ ‘โฮตารุ’ ได้สัมผัสมาแล้ว

Related เรื่องที่คล้ายกัน