เมื่อวานนี้ผมไปนั่งทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาอิตาเลียนแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี ร้านนี้มีชื่อว่า Terano (ทีราโน) เป็นร้านอาหารที่มองจากข้างนอกแล้วจะดูมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านแล้วจะพบกับบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง
ผมไปถึงร้านประมาณสองทุ่ม เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเจ้าของร้านหน้าตายิ้มแย้มนั่งคอยต้อนรับแขกอยู่ในร้าน และเดินนำผมไปนั่งที่โต๊ะหลังจากที่ผมแจ้งว่าวันนี้มาทานคนเดียว ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็มีผมเพียงคนเดียวที่เป็นแขกของร้านด้วย
ผมสั่งสปาเก็ตตี้เส้นดำ ซึ่งตามเมนูแล้วไม่ได้ชื่อนี้ คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่อ สปาเก็ตตี้สยาม… แต่ว่าลักษณะของเส้นสปาเก็ตตี้จะเป็นสีดำสนิท แล้วนำมาผัดคล้ายๆ กับผัดกระเพรา มีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยที่น่าจะถูกปากคนไทย ทุกครั้งที่ผมไปก็อดที่จะสั่งรายการนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ผมก็ยังสั่งขนมปังกระเทียมและหอยลายอบมาทานด้วย
เนื่องจากยังไม่มีแขกอื่นในร้าน เจ้าของร้านจึงมานั่งที่โต๊ะข้างๆ และเริ่มคุยกับผม เริ่มแรกก็คุยเรื่องข่าวที่ปรากฎอยู่ในทีวี จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิตของเขา เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าออกมาอย่างต่อเนื่อง สนุกสนาน มีแง่คิด และมุมมองของชีวิตจากคนที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชน นับเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งที่ผมไม่รู้สึกเบื่อหรืออึดอัดเลย แต่กลับรู้สึกว่าผมโชคดีมากที่ได้มานั่งพูดคุยกับเขา ประสบการณ์ที่เขามีนั้นเป็นสิ่งล้ำค่ามาก
ชายอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านนั้น เคยทำงานในระดับผู้จัดการโรงแรม เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งโรงแรมในหลายแห่งของประเทศ มีประสบการณ์เรื่องการบริหารจัดการต่างๆ มากมาย เคยเป็นทั้งวิทยากร อาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย
เขาบอกว่าทุกอย่างที่เขาถ่ายถอดให้ผู้อื่นนั้นเกิดจากประสบการณ์ตรง เขาเคยไปทำงานต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี รัสเซีย ตัวเขาเองสามารถพูดได้หลายภาษา ประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาได้รับทำให้เขาถูกเรียกตัวไปช่วยงานในงานสำคัญต่างๆ มากมาย ทำให้เขาได้รู้จักกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมไปถึงนายกรัฐมนตรี และแม้แต่ประธานาธิบดีของบางประเทศ
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเองก็มีแขกเข้ามาที่ร้านอีกโต๊ะ ซึ่งผมค่อนข้างจะคุ้นหน้า และได้ทราบภายหลังว่าเขาว่า แขกโต๊ะนั้นเป็นอดีตสส.พรรคการเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากต้อนรับแขกและรับออร์เดอร์เรียบร้อยแล้ว เขาก็มานั่งคุยกับผมต่อ
สมัยเด็กนั้นเขาเคยอาศัยอยู่ที่วัด แต่ชีวิตก็ผันเปลี่ยนไปอย่างที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง จากหน้าที่การงานทำให้เขาได้เดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น โดยที่ไม่เคยจ่ายค่าเครื่องบินเองเลย
“สมัยเด็กๆ เห็นเครื่องบินแล้วก็อย่างขึ้นบ้าง ต่อมาผมก็ได้ขึ้นเครื่องบินจนเบื่อ ค่าตั๋วเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยจ่ายเองเลย มีคนจัดการให้ตลอด”
เขาเคยไปทำงานอยู่มีอาเซอร์ไบจัน ประเทศรัฐเซียซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีแม้สถานทูตไทยอยู่ที่นั่น ระบบการปกครองก็เป็นแบบคอมมิวนิตส์ หากเกิดอะไรขึ้นมาก็คงไม่มีใครรับรู้ อาหารหลายอย่างที่มีไว้สำหรับคนมีเงินเท่านั้น เขาก็ชิมมาหมดแล้ว
“อาหารฝรั่งเศษที่ว่าแพงๆ เอาแบบที่ว่าแพงที่สุด หรือไวน์ขวดเป็นแสนๆ ผมก็กินมาหมดแล้ว และไม่ต้องควักเงินจ่ายตังค์เองด้วย อาชีพหน้าที่มันพาไป ผมผ่านอะไรมาเยอะ เห็นอะไรเดี๋ยวนี้ก็เฉยๆ ไม่รู้สึกว่าแปลก อย่างรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินที่บ้านเราเพิ่งจะมี ผมก็ขึ้นมาตั้งแต่สมัยไปทำงานที่ต่างประเทศแล้ว”
ในช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ หลังจากเลิกงานประจำแล้ว เขาก็จะไปทำงานพิเศษยังสถานทูตต่างๆ ทำให้เป็นที่รู้จักและถูกตามตัวไปทำงานด้วยอยู่เสมอ และช่วงสงครามอินโดจีนที่มีค่ายทหารของอเมริกาเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย เขาก็ถูกว่าจ้างไปให้เป็นผู้จัดการฝ่ายหนึ่งของค่ายทหารนั้น
ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่เดินเข้าไปหาโอกาส ไม่ใช่รอให้โอกาสเกิดขึ้นกับตัวเอง
ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่ได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยกับเขา เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่ผมได้รับรู้ ทำให้เพิ่มแง่คิดและมุมมองของชีวิตใหม่ๆให้กับตัวเอง
เรื่องที่คล้ายกัน